นักบุญเปาโล

posted on 21 Feb 2009 11:04 by christianity

 

ลำดับเหตุการณ์ชีวิตของนักบุญเปาโล

 

    เปาโลเกิดที่เมืองทาร์ซัส ในแคว้นซีลีเซีย ประมาณปี ค.. 10 ในทศวรรษแรกของคริสตกาล จากครอบครัวชาวยิวเผ่าเบนยามิน มีสัญชาติโรมัน เมื่อเป็นหนุ่ม เปาโลศึกษาพระคัมภีร์อย่างละเอียดตามแบบของฟาริสีผู้เชี่ยวชาญ โดยเน้นธรรมบัญญัติของโมเสสเป็นพื้นฐาน หนังสือกิจการอัครสาวกกล่าวว่าเปาโลศึกษาเล่าเรียนที่กรุงเยรูซาเล็มกับกามาลิเอล ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น หนังสือกิจการอัครวสาวกยังบอกเราอีกว่าเปาโลเบียดเบียนพระศาสนจักรยุคเริ่มต้น มีส่วนรู้เห็นในการตายเป็นมรณสักขีของสเทเฟน            เบียดเบียนคริสตชนชาวยิวที่พูดภาษากรีก ซึ่งแยกตัวจากลัทธิยิวที่เน้นพระวิหารกรุงเยรูซาเล็มเป็นศูนย์กลาง

 

     แต่ขณะเดินทางไปยังเมืองดามัสกัส ประมาณปี ค.. 34 พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพปรากฏพระองค์ให้เปาโลเห็นและเปลี่ยนแปลงชีวิตของท่าน พระผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพทรงทำให้เปาโลเข้าใจความจริงของความเชื่อคริสตชน และทรงแจ้งว่าพระองค์ทรงเลือกสรรเขาให้เป็นอัครสาวกของคนต่างชาติ นับตั้งแต่นั้น    เปาโลอุทิศชีวิตเพื่อรับใช้พระคริสตเจ้าผู้ทรงเลือกท่านให้ติดตามพระองค์ หลังจากที่ใช้เวลาระยะหนึ่งใน       อะราเบีย เปาโลกลับมายังเมืองดามัสกัส และเริ่มเทศน์สอนที่นั่น

 

     ต่อมาในราวปี ค.. 39 ท่านเดินทางผ่านกรุงเยรูซาเล็มเป็นเวลาสั้นๆ แล้วจึงออกเดินทางไปยังซีเรียและซีลิเซีย จนกระทั่งบารนาบัสไปเรียกตัวมาที่เมือง    อันทิโอก และทั้งสองคนเทศน์สอนที่นั่น

 

    การเดินทางเพื่องานธรรมทูตครั้งแรก (.. 45-49) เปาโลไปที่เกาะไซปรัส แคว้นปัมฟีเลีย ปิสิเดียและลิคาโอเนีย ท่านเริ่มใช้ชื่อกรีก เปาโลแทนชื่อยิว เซาโลในตอนแรกเปาโลเป็นเพียงผู้ช่วยบารนาบัส แต่ในการเดินทางเพื่องานธรรมทูตเปาโลน่าจะมีบทบาทมากจนกลายเป็นผู้นำบารนาบัส ต่อมาในปี ค.. 49 คือสิบสี่ปีหลังจากการกลับใจ เปาโลขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็ม ท่านกับบารนาบัสได้รับการยอมรับว่าเป็นอัครสาวกของคนต่างชาติจากผู้นำพระศาสนจักรที่นั่น ซึ่งเป็น อัครสาวกของผู้ที่เข้าสุหนัตเราจะกล่าวถึงวันเวลาของการเดินทางเพื่องานธรรมทูตครั้งที่สอง (.. 50-52) และครั้งที่สาม (.. 53-58) ในภายหลังเมื่อจะพูดถึงจดหมายที่ท่านเขียนขึ้นในระหว่างการเดินทาง เปาโลถูกจับกุมที่เยรูซาเล็มในปี ค.. 58 และถูกนำไปจำคุกที่เมืองซีซารียาในแคว้นปาเลสไตน์จนถึงปี ค.. 60

 

     ในฤดูใบไม้ร่วงของปี ค.. 60 นั้น เฟสตัสซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการควบคุม    เปาโลส่งไปกรุงโรม เปาโลอยู่ที่กรุงโรมเป็นเวลาสองปี ข้อมูลแน่นอนเกี่ยวกับชีวิตของเปาโลจบลงที่นี่ ธรรมประเพณีโบราณซึ่งใช้ข้อมูลจากจดหมายเกี่ยวกับการอภิบาลเล่าว่าเปาโลถูกขังอยู่สองปี หลังจากนั้นคดีของท่านถูกยกฟ้องเพราะขาดพยานหลักฐาน เปาโลจึงเดินทางกลับไปทางตะวันออกอีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆ ที่เคยวางแผนที่จะเดินทางไปเยือนสเปน (เราจะกล่าวในภายหลังว่า จดหมายเกี่ยวกับการอภิบาลทั้งสามฉบับนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากน้อยเพียงใด) ธรรมประเพณียังเล่าอีกว่า เปาโลถูกจองจำที่กรุงโรมอีกครั้งหนึ่ง และถูกประหารเป็นมรณสักขีในปี ค.. 67

พิธีบูชามิสซา

posted on 09 Feb 2009 19:20 by christianity

พิธีมิสซา (บูชาขอบพระคุณ)

พิธีมิสซาฯ คือ พิธีบูชาขอบพระคุณ ในความเป็นหนึ่งเดียวกันของคริสตชน โดยมีองค์พระเยซูเจ้าเอง เป็นเครื่องบูชาเพื่อไถ่บาปแทนเรามนุษย์ อาศัยพระกาย และพระโลหิตที่ยอมสละ และพลีชีวิตเพื่อเรา ดังนั้น พิธีมิสซาฯ จึงควรเป็นพิธีของส่วนรวมในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ที่คริสตชนจะขอบพระคุณพระเจ้า ที่ได้ทรงประทานพระบุตรของพระองค์ลงมาไถ่บาปแทนเรามนุษย์ทุกคน

ในความเป็นจริง คำว่า "มิสซา" หมายถึง "การถูกส่งไป" เพื่อประกาศข่าวดี และเป็นแบบอย่าง รวมทั้งมอบตนเอง และชีวิตให้มีคุณค่าต่อคนอื่น ๆ เช่นเดียวกันกับที่เราได้รับจากพระเจ้า

ความหมายที่แท้จริงของคำว่ามิสซา จึงไม่ถูกต้องตรงกับที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เราจึงควรเรียกพิธีกรรมในปัจจุบันว่า "พิธีบูชาขอบพระคุณ (Eucharistic Celebration) โดยเน้นที่ความหมายของพิธีกรรมว่า เป็นการขอบพระคุณอย่างแท้จริง คือ พระเยซูเจ้า เป็นทั้งผู้ถวาย และเป็นเครื่องบูชาเอง โดยผ่านทางพิธีการหักปังบนพระแท่นเพื่อขอบพระคุณพระบิดา สำหรับการส่งพระบุตรให้มาไถ่กู้มนุษยชาติ จะเห็นได้ว่าคำว่ามิสซา จึงไม่ตรงกับคำศัพท์ และความหมายทางพิธีกรรม เพียงแต่มีความเข้าใจ และถือกันมาจากธรรมเนียมประเพณีเดิมมากกว่า

ในพิธีมิสซาฯ คริสตชนเชื่อว่า องค์พระเยซูเจ้าประทับอยู่อย่างแท้จริงใน 3 วิธีการ คือ

1. จากพระวาจาของพระองค์ในบทอ่านจากพระคัมภีร์

2. กระหว่างการเสกปัง และเหล้าองุ่น เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการที่พระเยซูเจ้าจะสถิตอยู่ในพิธีมิสซาฯ เพราะเป็นการรื้อฟื้นการเลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูเจ้า

3. การรับศีลมหาสนิท ซึ่งเป็น "ปังทรงชีวิต"

เมื่อพิธีมิสซาฯ สิ้นสุดแล้ว พระเยซูเจ้ายังคงประทับอยู่ในศีลมหาสนิท ธรรมเนียมการเก็บรักษาศีลมหาสนิทไว้หลังมิสซาจึงเกิดขึ้น เพราะความต้องการที่จะใช้เป็นศีลเสบียงสำหรับคนเจ็บป่วย และแจกศีลแก่ผู้ที่ไม่สามารถมาร่วมพิธีมิสซาฯ ได้ จึงเกิดธรรมเนียม "การเฝ้าศีล" เกิดขึ้นในภายหลังด้วย จะเห็นได้ว่ามิสซาเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตคริสตชน ไม่ใช่เฉพาะเพียงแต่พิธีกรรมภายนอกเท่านั้น หรือการบริจาคทาน คริสตชนทุกคนควรมีส่วนร่วมในพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นทุกขั้นตอน

องค์ประกอบของพิธีมิสซาฯ

พิธีการต่าง ๆ ของพิธีมิสซาฯ นั้น ประกอบด้วยภาคต่าง ๆ ดังนี้

1. ภาคเริ่มพิธี

ตั้งแต่เริ่มพิธี ไปจนถึงบทภาวนาของประธาน (Collecta)

2. ภาควจนพิธีกรรม

เริ่มจากบทอ่านแรกจากพันธสัญญาเดิม บทอ่านที่สองซึ่งเป็นบทจดหมายหรือหนังสืออื่น ๆ ในพันธสัญญาใหม่ และพระวรสารซึ่งถือเป็นพระวาจาของพระเจ้าที่ตรัสผ่านทางองค์พระบุตร คือ พระเยซูเจ้า การเทศน์เตือนใจของพระสงฆ์ การประกาศยืนยันความเชื่อ และบทภาวนาของมวลชน

3. ภาคศีลมหาสนิท

เริ่มจากภาคถวายเครื่องบูชา จนถึงบทภาวนาหลังรับศีล คือการเตรียมเครื่องบูชา - การเสกศีลฯ และการรับศีลฯ เป็นต้น

4. ภาคปิดพิธี

การอวยพรและการส่งไป ที่ให้เรากลับไปสู่ชีวิตกับเพื่อนพี่น้องในสังคมของเราต่อไป

1. ภาคเริ่มพิธี

เริ่มจากเพลงแห่เข้า (ในความเป็นจริงจะไม่มีเพลงก็ได้ แต่การที่มีเพลง เพื่อให้สัตบุรุษรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อสรรเสริญพระเจ้า และถือเป็นการภาวนาอย่างหนึ่ง เพลงในพิธีกรรมที่ดี ควรเป็นเพลงที่สื่อความหมายให้เข้าใจในพิธีกรรม และร่วมจิตใจได้)

- คำทักทาย - การสารภาพความผิด - บทกีรีเอ - (พัฒนามาจากบทลีตานีอาในยุคแรกเริ่ม) - บทกลอรีอา และจบที่บทภาวนาของประธานซึ่งเป็นช่วงเชื่อมต่อไปสู่ช่วงที่สอง ในภาควจนพิธีกรรม

สาระโดยรวมของภาคเริ่มพิธีนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเริ่มต้นนำ และเตรียมให้บรรดาสัตบุรุษที่ชุมนุมอยู่ด้วยกัน มีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน และเป็นการโน้มน้าวจิตใจให้พร้อมที่จะฟังพระวาจาของพระเจ้าอย่างถูกต้อง และให้เฉลิมฉลองศีลมหาสนิทอย่างสมควร

2. ภาควจนพิธีกรรม

ภาควจนพิธีกรรมนี้ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีที่ชาวยิวปฏิบัติกันมาแต่เดิมก่อนยุคของพระเยซูคริสตเจ้า โดยในพิธีมิสซาฯ จะจัดให้มี "โต๊ะพระวาจา" หรือธรรมาสน์ เพื่อใช้อ่านพระวาจาของพระเป็นเจ้า แยกออกจาก "โต๊ะศีลมหาสนิท" หรือพระแท่นอันเป็นจุดสำคัญที่สุดของพิธีกรรม

การอ่านบทอ่าน ไม่ใช่หน้าที่ของประธาน แต่เป็นหน้าที่ของศาสนบริกร เช่น สังฆานุกร หรือผู้อ่านพระคัมภีร์ สำหรับการอ่านพระวรสารนั้น เป็นหน้าที่ของสังฆานุกร หรือประธานในพิธี จะต้องแสดงออกถึงการคารวะอย่างยิ่งต่อพระวรสารที่อ่าน โดยให้เกียรติอย่างพิเศษกว่าบทอ่านอื่น ๆ ไม่ว่าในการเลือกผู้อ่านระดับศาสนบริกร หรือพระสงฆ์เอง สัตบุรุษเอง ก็ต้องแสดงความคารวะอย่างพิเศษโดยการยืนฟัง และพนมมืออย่างสำรวม

ในระหว่างการอ่านบทอ่าน จะมีการร้องเพลงคั่น ในช่วงแรกจะเป็นเพลงสดุดี (Psalms) และส่วนที่สองจะเป็นเพลงสรรเสริญ (Acclamation) หรือเพลง Hymn บทอัลเลลูยา ซึ่งจะร้องก่อนการอ่านพระวรสาร

การเทศนาเตือนใจ (Homily) เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม เป็นส่วนที่จำเป็นในการหล่อเลี้ยงชีวิตคริสตชน และจะต้องอธิบายตามคำสอนในบทอ่านจากพระคัมภีร์ของมิสซาประจำวันนั้น ๆ การเทศนาเตือนใจ มีลักษณะพิเศษแตกต่างกว่าการเทศน์ในรูปอื่น เพราะการเทศน์แบบนี้ เป็นการเทศน์เพื่ออธิบาย หรือโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังให้ปฏิบัติตามพระวาจาของพระเจ้า ที่ตรัสกับเราผ่านทางพระคัมภีร์มากกว่าจะมุ่งเน้นแบบการสอนศาสนาให้คนกลับใจ (Evangelization) หรือการเทศน์แบบสอนคำสอน (Catechesis)

เมื่อพระสงฆ์เตือนใจแล้ว จะเป็นการประกาศยืนยันความเชื่อ (Credo) เพื่อให้ประชากรเห็นพ้อง และสนองตอบพระวาจาของพระเจ้า ที่ได้ฟังในบทอ่าน และการเทศน์ และให้รื้อฟื้นข้อความเชื่อก่อนที่จะเริ่มพิธีศีลมหาสนิท และยังนับว่าเป็นบทสรุป "ประวัติศาสตร์แห่งความรอด" ซึ่งสัตบุรุษประกาศยืนยันความเชื่อของพระศาสนจักรที่มีมาแต่เดิม รวมทั้งแสดงความหวังที่จะมีส่วนร่วมในชีวิตนิรันดร กับพระเจ้าในบั้นปลายด้วย บทภาวนาเพื่อมวลชน มีขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงหน้าที่ของคริสตชนที่จะต้องภาวนาเพื่อมนุษยโลกในสังคม ในเรื่องต่าง ๆ ที่พระศาสนจักรได้กำหนดไว้

3. ภาคศีลมหาสนิท

เริ่มจากการเตรียมเครื่องบูชา โดยต้องเตรียมพระแท่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพิธีกรรมศีลมหาสนิททั้งมวล โดยปูผ้ารองถ้วยกาลิกส์และจานศีล (Corporal) นำผ้าเช็ดถ้วยกาลิกส์ (Purificator) ถ้วยกาลิกส์และหนังสือมิสซาวางบนพระแท่น นำแผ่นปังและเหล้าองุ่นมาเตรียมไว้ รวมทั้งมีการบริจาคใส่ถุงทานสำหรับคนยากไร้ หรือทางวัดด้วย

คำภาวนาแห่งศีลมหาสนิท หรือการเสกปัง และเหล้าองุ่นให้เป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้า ถือเป็นหัวใจสำคัญของพิธีมิสซาฯ ประกอบด้วยการเสกศีล เพื่อระลึกถึง และรื้อฟื้นถึงการตั้งศีลมหาสนิทของพระเยซูเจ้า ในอาหารค่ำมื้อสุดท้ายก่อนทรงรับทรมาน และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน การขับร้องเพลงศักดิ์สิทธิ์ บทข้าแต่พระบิดา การบิปัง และการรับศีลมหาสนิทของสัตบุรุษ ซึ่งการรับศีลมหาสนิท นับว่าเป็นส่วนสำคัญยิ่งในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณพระเจ้า

การรับศีลมหาสนิทให้ความหมายหลายประการ เช่น

1.เป็นการร่วมสนิท เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้า

2. เป็นการร่วมมีส่วนในงานกอบกู้ของพระเยซูเจ้า

3. เป็นการร่วมสนิทสัมพันธ์กับพี่น้องคริสตชนด้วยกัน

4. ภาคปิดพิธี

เมื่อสัตบุรุษรับศีลเสร็จเรียบร้อยแล้วจะเข้าสู่ภาคปิดพิธี ในภาคนี้ ทางวัดสามารถประกาศข่าวต่าง ๆ ให้สัตบุรุษทราบ จากนั้นจะเป็นการอำลา และอวยพร

ผู้จัดทำ!!!

posted on 09 Jan 2009 14:05 by christianity

ชลธิชา  สุขยศ  ม.4/1 เลขที่ 2

ขวัญจิรา โสติอนัตชัย ม.4/1 เลขที่ 4

 นลินทิพย์  ปิยเศษฐ์  ม.4/1 เลขที่ 5

ปัณชนิตย์  อุมาแสงทองกุล  ม.4/1 เลขที่ 8

วริศรา เรืองวงศ์โรจน์ ม.4/1 เลขที่ 10

มนัสชา มีพยุง ม.4/1 เลขที่ 12

รัตพรรณ อาวะจินดา ม.4/1 เลขที่ 15

ชลธิชา  สุทารมย์ ม.4/1 เลขที่ 17

ลลิตา  คณิสสรมงคล ม.4/1 เลขที่ 32

ทิพวีร์ หมีทอง ม.4/1 เลขที่ 38

สุรีรัตน์ ลีลาศิริวณิชย์ ม.4/1 เลขที่ 39

ณิชกมล เตชะทวีกิจกุล ม.4/1 เลขที่ 41

ณัฐชญา ชัยผดุง ม.4/1 เลขที่ 43

โรงเรียน เซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์

edit @ 21 Feb 2009 10:41:25 by christianity